About the project
เทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนมีความหลากหลาย กว่าที่เราจะเห็นออกมาเป็นบ้านหรืออาคารที่สำเร็จแล้วนั้น จะมีขั้นตอนต่างๆ หลายขั้นตอน และมีวัสดุใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยทำให้งานก่อสร้างประหยัดเวลาเพื่อลดต้นทุนของโครงการไม่ว่าจะเป็นราคาของตัววัสดุเอง หรือค่าโสหุ้ยต่างในการก่อสร้างๆ
ผู้อ่านอาจมีความรู้ความเข้าใจในประเภทและกระบวนการตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้างมากน้อยแตกต่างกันไป สำหรับผมเองซึ่งไม่ได้เรียนจบและทำงานเกี่ยวกับวงการทางด้านการก่อสร้างใดๆ มาก่อน อย่างมากที่เคยทำสมัยอยู่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ก็แค่การออกแบบจัดวาง Layout โรงงานเท่านั้น (ใช้ AutoCad และ SketchUp) ความรู้ที่พอมีก็จากการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองและถามผู้รู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องด้วย
วันหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานกับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งต้องการทำโครงการนำวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ (อาจจะใหม่ในบ้านเรา แต่มีมาในต่างประเทศนานแล้ว) ซึ่งก็คืออิฐประสานรับแรง ในบ้านเรามักจะเรียกว่าอิฐประสาน (คนละชนิดกับอิฐประสานที่มักนิยมเอาไปเรียงซ้อนทำกระถางต้นไม้หรือรั้วเตี๊ยๆ ที่น่าจะเคยเห็นคุ้นตากันมาบ้าง)
เท่าที่ผมทราบตอนนั้นคือยังไม่เคยมีใครนำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยมาก่อน (แต่จริงๆ หลังจากเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมก็มารู้ภายหลังว่าเคยมีบริษัทอื่นพยายามนำเข้ามาทำตลาดในไทยบ้างแล้วก่อนหน้านั้นแต่ไม่แน่ใจว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน)
คุณสมบัติของอิฐชนิดนี้คือสามารถนำไปก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้โดยไม่ต้องมีเสาหรือคานเพื่อรับแรง ตอนที่ผมดูและศึกษาคุณสมบัติจากเอกสารของโรงงานผู้ผลิตผมก็แปลกใจว่ามีของแบบนี้ด้วยหรือ (และเพราะด้วยต้องหาข้อมูล เลยทำให้เข้าใจเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการก่อสร้างอีกหลากหลาย) และนอกจากนั้นยังได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานก่อสร้างจริงที่ประเทศมาเลเซีย ผมได้ไปดูโรงงานผลิต และโครงการที่กำลังก่อสร้าง และที่สำเร็จมีคนอยู่อาศัยแล้วจึงทำให้เข้าใจคุณสมบัติของมันพอสมควร
แต่สำหรับเมืองไทย วัสดุชนิดนี้ยังไม่มีความแพร่หลายและเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ผมและทีมงานที่เกี่ยวข้องเลยต้องทำแผนการตลาดเพื่อแนะนำวัสดุชนิดนี้ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งการที่จะแค่นำเสนอด้วยการแจกเอกสารโบวชัวร์หรือผ่านเวปไซต์เราคิดว่ายังไม่มากพอที่จะทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าได้ จึงได้ไอเดียคร่าวๆ ออกมาดังนี้คือ 1) ออกบู๊ตโชว์สินค้าตามงานแสดงต่างๆ เช่นงานสถาปนิกโชว์ในกรุงเทพและตามหัวเมืองใหญ่ เช่นการเช่าพื้นที่ออกร้านตามศูนย์จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง (เช่นที่ไทวัสดุ) 2) ก่อสร้างอาคารตัวอย่างขนาดเล็กเพื่อโชว์ตัวอย่างจริงให้กับลูกค้าที่มีความสนใจอยากเห็นเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น (เนื่องจาก ณ.ตอนนั้นยังไม่มีงานตัวอย่างที่ไหนเลย)
จากไอเดียหลักๆ 2 ข้อที่กล่าวมา ทีมงานเลยเลือกจังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดนำร่อง เพราะอยู่ใกล้โรงงานผลิตที่ฝั่งประเทศลาว (บริษัทมีโรงงานสาขาที่แขวงสะหวันนะเขต ผลิตเพื่อขายในประเทศลาวอยู่ก่อนแล้ว)
สิ่งที่ต้องทำ ณ ตอนนั้นคือ 1) ติดต่อเช่าพื้นที่ในไทวัสดุเพื่อออกร้านจัดแสดงผลิตภัณฑ์ และแนะนำให้เป็นที่รู้จัก 2) สำรวจหาซื้อที่ดินในชุมชนเมืองมุกดาหารเพื่อก่อสร้างอาคารตัวอย่างเพื่อใช้เป็นออฟฟิตถาวร (หรือแบ่งให้เช่าทำร้านค้า) และจุดประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นสถานที่ให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาดูของจริงเพื่อประกอบการอธิบายและตอบคำถามต่างๆ 3) ออกแบบไอเดียรูปแบบตัวอาคารที่จะก่อสร้าง
ผมใช้เวลาไปกับโครงการนี้ประมาณหนึ่งปี ในครึ่งปีแรกโครงการนี้ต้องทำสองอย่างที่คู่ขนานกันไปคือ การออกบู๊ตแนะนำผลิตภัณฑ์ และการก่อสร้างอาคารซึ่งใช้เวลาประมาณหกเดือน หลังจากหมดสัญญาเช่าพื้นที่ออกบู๊ตที่ไทวัสดุแล้วการก่อสร้างอาคารก็เสร็จพอดี (ไม่รวมการตกแต่ง) ต่อจากนั้นครึ่งปีหลังจึงใช้เวลาไปกับการเปิดร้านอาหารและกาแฟ ซึ่งมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำเช่น การออกแบบอาคารเพิ่มเติมเพื่อรองรับพื้นที่ครัว (พื้นที่อาคารเดิมที่ออกแบบไว้ไม่เพียงพอในส่วนของงานครัว) การตกแต่งภายในต่างๆ รวมทั้งการจัดหาพนักงานและส่งไปฝึกงานยังร้านอาหารต้นแบบที่จังหวัดราชบุรี จนทุกอย่างพร้อมและสามารถเปิดร้านได้อย่างเป็นทางการประมาณเดือน พ.ย. ของปลายปี 2557
หนึ่งปีกับการเป็นผู้ประสานงานโครงการนี้มีเรื่องให้ต้องทำและตัดสินใจมากมายเป็นงานที่สนุกท้าทาย สนุกที่เจ้าของให้โอกาสในการตัดสินใจและเห็นด้วยกับไอเดียที่เราคิดและนำเสนอ (เจ้าของก็ไปยุ่งกับการหาเงินมาให้ผมใช้กับโปรเจค คงจะกลุ้มไปอีกแบบ55+) ทีมงานหลักๆ ที่ร่วมกันทำงานก็เต็มที่กันทุกคน ผลลัพท์ที่ได้ในมุมมองของเจ้าของผู้ลงทุนผมคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่าไหร่ แต่สำหรับผมถือว่าคุ้มค่า ได้ใช้ความสามารถที่หลากหลาย ไม่เหมือนกับการทำงานโรงงานที่เน้นเรื่องเทคนิคอล เน้นความชำนาญเฉพาะด้านเหมือนกบในกะลา แต่การมาได้จับงานโปรเจคเกี่ยวกับการก่อสร้างทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย